ธนาคาร
ธนาคาร
  • ธนาคาร
  • ธนาคาร ธนาคาร
ธนาคาร
EN |TH
วิวัฒนาการออมสิน

๒๔๗๒ – ๒๔๘๙ คลังออมสินสู่ไปรษณีย์โทรเลข

คลังออมสินสู่ไปรษณีย์โทรเลข พ.ศ. ๒๔๗๒ – ๒๔๘๙

ครั้น เมื่อกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมได้ดำเนินการตามโครงการดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงได้ทำการส่งมอบและรับมอบงานคลังออมสิน เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ โดยให้แผนกคลังออมสิน กรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งรับโอนงานจากกรมพระคลังมหาสมบัติและกรมศุลกากรมารวมจัดทำด้วยกันเป็น ที่ทำการคลังออมสินกลาง สถานที่ทำการคลังออมสินกลางในคลังนั้น ตั้งอยู่ที่ตัวตึกอันเป็นส่วนหนึ่งของสถานทูตอังกฤษเก่า ณ ตำบลบางรัก(ก่อนที่จะสร้างตึกที่ทำการไปรษณีย์กลางในปัจจุบันนี้ )      

 

ส่วนการคลังออมสิน ณ ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขและอำเภอในพระนครธนบุรีและคลังออมสินในต่างจังหวัด ซึ่งโอนจากคลังจังหวัดมาอยู่กับที่ทำหารไปรษณีย์โทรเลขจังหวัดนั้น ในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการคลังออมสินแล้ว ให้ขึ้นตรงต่อคลังออมสินกลาง

 

นับแต่บัดนี้เป็นต้นมา ประชาชนก็เริ่มรู้จักประโยชน์ของคลังออมสินขึ้นโดยลำดับ ภายในระยะเวลาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๗๒ ถึงต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ปรากฎว่ามีผู้ฝากและจำนวนเงินรับฝากเพิ่มขึ้นดังนี้ คือ เมื่อแรกรับงานคลังออมสินจากกระทรวงพระคลังจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ มีจำนวนผู้ฝาก ๑๘,๖๘๒ ราย เงินที่รับฝาก ๒,๖๕๐,๐๗๔ บาท ใน พ.ศ. ๒๔๗๓ มีจำนวนผู้ฝาก ๒๓,๕๗๖ ราย เงินที่รับฝาก ๒,๘๙๐,๔๐๗ บาท ใน พ.ศ. ๒๔๗๔ มีจำนวนผู้ฝาก ๓๐,๘๓๙ ราย เงินที่รับฝาก ๓,๘๘๔,๔๓๓ บาท ทั้งนี้นับได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายอันเลิศ ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับความสะดวกจนบังเกิดความนิยม เลื่อมใสในกิจการและความมีหลักฐานมั่นคงของคลังออมสิน จัดได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณการคลังออมสินเป็นล้นเกล้าทั้งนี้ประกอบกับ พระปรีชาสามารถของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินเสนาบดีกระทรวง พาณิชย์และคมนาคมที่ได้ทรงวางแผนการดำเนินงานอย่างเหมาะสมยิ่ง

 

นับได้ว่าพระองค์ท่านได้เป็นผู้ทรงวางรากฐานในขณะนั้นอย่างเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง      เมื่อประเทศไทยได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประธิปไตย เมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ รัฐบาลในระบอบใหม่ได้เห็นความสำคัญของการคลังออมสินอยู่มากจึงได้ปรับปรุง ส่งเสริมละขยายกิจการเป็นอันดับ ทั้งในด้านวิธีการ จำนวนเงินฝาก เปิดการรับฝากเงินประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เป็นที่นิยมของผู้ฝาก และปรับปรุงด้านการโฆษณาเผยแพร่คุณประโยชน์และกิจการของคลังออมสินให้แพร่ หลายแก่ประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้เพราะรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า คลังออมสินเป็นสถาบันของการรวมและระดมทุนซึ่งอยู่ในโครงการปรับปรุงเศรษฐกิจ ของบ้านเมือง อันควรส่งเสริมและปรับปรุงให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นกล่วคือ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้มีพระราชกิจฏีกาจักวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงเสรษฐการ พุทธสักราช ๒๔๗๖ มาตรา ๑๗ แบ่งส่วนราชการคลังออมสินขึ้นเป็นกอง เรียกว่า “กองคลังออมสินและธนาณัติ ” ขึ้นอยู่กับกรมไปรษณีย์โทรเลข

 

ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้มีพระราชกฤษฏีกาฉบับใหม่ขึ้นอีกฉบับเรียกว่า พระราชกฤาฏีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงเศรษฐการ พุทธศักราช ๒๔๗๗ มตรา ๑๙ ให้คลังออมสินคงเป็นกอง เรียกว่า “ กองคลังออมสิน ” โดยแต่งตั้งให้นายสวัสดิ์ โสตถิทัต เป็นหัวหน้ากอง นายสวัสดิ์ โสตถิทัต ได้พิจารณาเห็นว่าสถานที่ทำการซึ่งเป็นแผนกคลังออมสิน ซึ่งตั้งอยู่ ณ ตึกส่วนหนึ่งของกองบัญชีเดิมคับแคบไม่เหมาะสม

 

history03-01.jpg

(สำนักงานใหญ่คลังออมสินของรัฐบาลแห่งแรก)

 

จึงเสาะหาสถานที่ที่จะตั้งกองคลังออมสินอันเป็นสำนักงานใหญ่คลังออมสิน ประจวบเหมาะที่ตึกอาคาร ๓ ชั้น หัวมุมถนนตรีเพชร เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร ตรงข้ามโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย อันเป็นอาคารของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองศ์เจ้าจุลจักรพงศ์ สร้างเสร็จเรียบร้อย จึงได้ขอเช่าเป็นผลสำเร็จและได้ย้ายจากที่ทำการเดิมมาอยู่ ณ อาคารนี้ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เรียกชื่อสำนักงานคลังออมสินแห่งนี้วา “ สำนักงานคลังใหญ่คลังออมสินของรัฐบาล ” และเปิดการติดต่อกับประชาชนเป็นปฐมฤกษ์เมื่อวันที่๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมากองคลังออมสินก็ได้ปรับปรุงวิธีการในด้านบริการ ประชาชนเพื่อให้ได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการฝากถอนเงินยิ่งขึ้น มีการแก้ไขขยาย   สำนักงานใหญ่คลังออมสิน แห่งแรกเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๔๗๗ ตั้งอยู่มุมถนนตรีเพชร เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร   รูปออมสิน วงเงินรับฝากได้มากขึ้น เปิดการรับฝากสำหรับนิติบุคคล เช่นวัดอาราม สมาคมและสโมสร จัดส่งเจ้าหน้าที่ของคลังออมสินออกไปทำการรับฝากเงินตามโรงเรียนเพื่อ เป็นการฝึกอบรมให้เยาวชนรู้จักวิธีการเก็บออมทรัพย์ ในการฝึกหัดนักเรียนให้รู้จักการมัธยัสถ์โดยการฝากเงินคลังออมสินนี้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ได้เคยทรงปรารภและได้ประทานอนุมัติให้คลังออมสินติดต่อกับโรงเรียนมัธยม บ้านสมเด็จเจ้าพระยา เป็นโรงเรียนแรกในครั้งนั้นและปรากฎผลเป็นที่พอพระทัย

 

ซึ่งในเวลาต่อมา กองคลังออมสินก็ได้ดำเนินการในการรับฝากเงินตามโรงเรียนกว้างขวางยิ่งขึ้น เป็นลำดับ และวิธีการนี้ยังได้ใช้กับกรม กอง องค์การ และบริษัทต่าง ๆ ด้วยยังมีการรับฝากเงินอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสมควรจะได้นำมากล่าวในที่นี้ด้วย คือ กล่องใส่สตางค์คลังออมสิน หรือกระป๋องออมสิน กองคลังออมสินเรียกการรับฝากเงินประเภทนี้ว่า “ คลังออมสินสำหรับบ้าน “ ( Home Saving Bank ) กล่องใส่สตางค์นี้ทำด้วยสังกระสี มีรูปกลักษณะจำลองมาจากตู้ทิ้งจดหมายของกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งตั้งอยู่ริมบาทวิถีในสมัยนั้น จำหน่ายให้ประชาชนกล่องละ ๑๐ สตางค์ ความมุ่งหมายของการออมสิน เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า และที่ทำการคลังออมสินสาขาบางรักนอกจากนั้น กองคลังออมสินยังได้เปิดการรับฝากเงินประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้นคือ เปิดการรับฝากเงินประเภทสลากออมสิน เปิดการรับฝากเงินประเภทพันธบัตรออมสินเปิดการรับฝากเงินประเภทการรับจ่าย และโอนเงิน เปิดการรับฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว เปิดการรับฝากเงินประเภทกล่องออมสิน เปิดการรับฝากเงินประเภทฝากสะสมทุน เปิดการรับฝากเงินประเภทรับฝากตามบ้าน ในด้านการโฆษณาเผยแพร่และการฝึกอบรมให้ประชาชนได้ทราบถึงคุณประโยชน์แห่งการ ออมทรัพย์ กองคลังออมสินก็ได้ปรับปรุงและขยายวิธีการให้เจริญแพร่หลายยิ่งขึ้นในระยะ นี้เป็นอันมากและได้ผลสมความมุ่งหมายของทางราชการเป็นอย่างดี

 

 

history03-02.jpg

 

เมื่อปรากฎว่า การคลังออมสินได้เจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มีประชาชนนิยมฝากเงินกับคลังออมสินเพิ่มมากขึ้นเป็นอันดับ ปรากฎสถิติจำนวนผู้ฝาก และเงินที่รับฝากดังต่อไปนี้

 

พ.ศ.    
ผู้ฝาก
เงินฝาก
๒๔๗๒
๑๘,๖๘๒ ราย
๒,๔๕๘,๑๖๒.๙๖ บาท
๒๔๗๓
๒๓,๕๗๖ ราย
๒,๘๘๙,๖๘๔.๒๑ บาท
๒๔๗๔
๓๐,๘๓๙ ราย
๓,๘๘๔,๐๖๗.๘๓ บาท
๒๔๗๕
๓๘,๔๒๒ ราย
๔,๙๒๗,๗๓๘.๖๐ บาท
๒๔๗๖
๔๗,๗๗๑ ราย
๕,๗๐๓,๖๓๑.๔๔ บาท
๒๔๗๗
๖๒,๕๔๕ ราย
๗,๔๔๗,๒๔๕.๘๘ บาท
๒๔๗๘
๘๐,๒๓๙ ราย
๙,๘๐๗,๐๐๘.๐๙ บาท
๒๔๗๙
๙๗,๓๑๒ ราย
๑๒,๔๖๕,๘๑๔.๘๖ บาท
๒๔๘๐
๑๑๑,๕๖๑ ราย
๑๓,๕๖๑,๖๖๔.๓๒ บาท

 

ตามสถิติข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่ายิ่งนานวันนานปีเข้า จำนวนผู้ฝากอมสินและจำนวนเงินฝากได้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ฉะนั้นธุรกิจการงานก็เพิ่มมากขึ้นด้วย จึงเป็นการเหลือมือเจ้าหน้าที่ตามที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขขึ้นทุกที เพราะเมื่อคลังออมสินขยายงานย่อมจะต้องมอบหมายให้นายไปรษณีย์รับไปจัดทำด้วย ประกอบกับมีจำนวนผู้ฝากและเงินฝากมากขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะต้องมีการถอนเงินเป็นจำนวนครั้งละมาก ๆ ด้วย ฉะนั้น วงเงินเก็บรักษาของที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขจึงไม่ใคร่มีพอที่จะจ่ายถอนให้แก่ ผู้ฝากเงินออมสินที่มาขอถอนเงินครั้งละมาก ๆ ได้ ทำให้ประชาชนขาดความสะดวก

 

เมื่อการณ์ได้ปรากฎขึ้นดังได้กล่าวแล้วข้างต้น กองคลังออมสินจึงได้เสนอโครงการที่จะเปิดสำนักงานคลังออมสินสาขาขึ้น ในชั้นแรกจะเปิด ณ จังหวัดที่มีพลเมืองมากและปรากฎว่าประชาชนฝากเงินมากเป็นสำคัญ คือ

 

( ๑ ) จังหวัดเชียงใหม่

( ๒ ) จังหวัดนครราชสีมา

( ๓ ) จังหวัดนครสวรรค์

( ๔ ) จังหวัดอุบลราชธานี

( ๕) จังหวัดสงขลา

                                                       history03-03.jpg

หัวหน้าคลังออมสินสาขา รุ่นแรก (จากซ้ายไปขวา)

นายประสาร จารุกุล หัวหน้าคลังออมสิน สาขานครราชสีมา

นายแถม เพชรสิงห์ หัวหน้าคลังออมสิน สาขาอุบลราชธานี

นายชาย บุนนาค หัวหน้าคลังออมสิน สาขาเชียงใหม่

นายไชย เตชะเสน หัวหน้าคลังออมสิน สาขาสงขลา

นายเจียด ชื่นศิริ หัวหน้าคลังออมสิน สาขานครสวรรค์

 

 

การเสนอโครงการขอเปิดสำนักงานคลังออสินสาขาใน จังหวัดใหญ่ ๆ ๕ จังหวัดนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลขเห็นชอบด้วย กระทรวงเศรษฐการ และกระทรวงคลังอนุมัติให้เปิดสำนักงานคลังออมสินสาขาได้ฉะนั้น คลังออมสินสาขาจึงอุบัติขึ้นในจังหวัดส่วนภูมิภาค ๕ จังหวัดครั้งแรก ณ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ โดยจัดส่งหัวหน้าคลังออมสินสาขา ๕ ท่าน คือ

 

1. นายชาย บุนนาค หัวหน้าคลังออมสินสาขาเชียงใหม่

2. นายประสาร จารุกุล หัวหน้าคลังออมสินสาขาราชสีมา

3. นายเจียด ชื่นศิริ หัวหน้าคลังออมสินสาขานครสวรรค์

4. นายแถม เพชรสิงห์ หัวหน้าคลังออมสินสาขาอุบลราชธานี

5. นายไชย เตชะเสน หัวหน้าคลังออมสินสาขาสงขลา และในปีเดียวกันนี้ก้ได้เปิดสำนักงานคลังออมสินขึ้นในจังหวัดพระนคร – ธนบุรี คือ

 

( ๑ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาป้อมปราบ

( ๒ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาหน้าพระลาน

( ๓ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาหัวลำโพง

( ๔ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาบางกระบือ             
( ๕ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาปทุมวัน ทั้งห้าสำนักงานนี้อยู่ในสังหวัดพระนคร สำหรับจังหวัดธนบุรี ได้เปิดสำนักงานคลังออมสินเพิ่มขึ้นอีก ๑ แห่ง คือ สำนักงานออมสินสาขาเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นับแต่การขยายงานและธุรกิจออมสินและเปิดสำนักงานคลังออมสินสาขาในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นต้นมา

 

ถึงแม้ว่าในระยะนี้ประเทศไทยจะประสพวิกฤติกาลเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ดี แต่กิจการและฐานะการเงินของกองคลังออมสินก็มิได้กระทบกระเทือน การกลับปรากฎว่า มีจำนวนผู้ฝากและเงินที่รับฝากเพิ่มขึ้นเรื่อยมาโดยลำดับในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้เปิดสำนักงานคลังออมสินสาขาขึ้นอีก ๗ แห่ง คือ

 

( ๑ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาลำปาง

( ๒) สำนักงานคลังออมสินสาขาภูเก็ต

( ๓ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาจันทบุรี

( ๔ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาสุราษฎร์ธานี

( ๕ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาอุดรธานี

( ๖ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาพิษณุโลก

( ๗) สำนักงานคลังออมสินสาขาตรัง

 

 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ เปิดสำนักงานคลังออมสินสาขาเพิ่มขึ้นอีก ๖ แห่ง คือ 

( ๑ ) สำนักงานคลังออมสินสาขาฉะเชิงเทรา 
( ๒) สำนักงานคลังออมสินสาขาลพบุรี 
( ๓) สำนักงานคลังออมสินสาขาพระนครศรีอยุธยา

 

( ๔) สำนักงานคลังออมสินสาขาร้อยเอ็ด 
( ๕ ) สำนักงานคลังออมสินสาขานครศรีธรรมราช

( ๖) สำนักงานคลังออมสินสาขาเพชรบุรี       

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้เปิดสำนักงานคลังออมสินสาขา ๒ แห่ง คือ 
( ๑) สำนักงานคลังออมสินสาขาสุพรรณบุรี 
( ๒) สำนักงานคลังออมสินสาขามหาสารคาม 

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ เปิดคลังออมสินสาขาเพิ่มขึ้นอีก ๒ แห่ง คือ 

( ๑) สำนักงานคลังออมสินสาขาชลบุรี 
( ๒) สำนักงานคลังออมสินสาขาสระบุรี นับตั้งแต่กองคลังออมสินได้เปิดสาขา ต่างๆ มาตั้งแต่ต้นปี สิ้นมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ ปรากฎว่ามีประชาชนนิยมฝากเงินออมสินประเภทต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ดังปรากฎตามสถิติดังต่อไปนี้ 
๑. มีเงินฝากเผื่อเรียกและประจำคงเหลือ ๒๐๕,๗๑๓,๓๒๕ บาท มีผู้ฝากถึง ๖๐๑,๒๘๓ ราย 
๒.เงินรับฝากสลากออมสินพิเศษคงเหลือ ๘,๗๔๐,๙๒๕ บาท 
๓.เงินรับฝากพันธบัตรออมสินคงเหลือ ๑๓๑,๖๑๕ บาท 
๔.เงินรับฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว ๑๔๔,๓๗๑ บาท 
๖. เงินหมุนเวียนการรับฝากประเภทการรับจ่ายและโอนเงิน ๒๕,๒๗๕,๑๘๘ บาท มีเงินฝากคงเหลือ ๑,๖๔๗,๕๓๘ บาท ตามสถิติข้างต้นซึ่งเป็นผลจากการดำเนิน งานของคลังงานของคลังออมสินเมื่ออยู่กับกรมไปรษณีย์โทรเลข ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ถึงสิ้นมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นเวลา ๑๘ ปี นับได้ว่ากิจการออมสินในระยะนี้เจริญมากขึ้นสมควรมากขึ้นสมควรจะเรียกได้ว่า เป็นยุคแห่งความก้าวหน้าของการคลังออมสินแห่ง