วิวัฒนาการออมสิน

๒๔๕๐-๒๔๕๖ แบงค์ลีฟอเทีย

ภาคแรกปฐมเหตุแห่งการออม "แบงค์ลีฟอเทีย" พ.ศ. ๒๔๕๐ – ๒๔๕๖

history01-01-(2).jpg

(Rev.Henry Duncan

ผู้จัดตั้งคลังออมสินแห่งแรก

อย่างเป็นทางการ ของประเทศอังกฤษ)

ก่อนจะเห็นเป็นการออมทรัพย์ในระบบ ธนาคารเช่นทุกวันนี้ การออมทรัพย์เริ่มเกิดขึ้นเป็นรูปร่างเมื่อราวสองร้อยกว่าปี หรือประมาณ พ.ศ. ๒๓๓๖ มานี้เอง โดยกำเนิดจากความคิดของเศรษฐีชาวอังกฤษผู้ใจดีท่านหนึ่ง ซึ่งมีความตั้งใจจริงในการความช่วยเหลือคนยากจนให้มีที่เก็บออมทรัพย์เพื่อ ไว้ใช้ ในภายหน้า ความคิดนี้ได้มีบทบาทสำคัญเป็นอันมากและมีการพัฒนาต่อมา จนถึงกับออกประกาศอย่างเป็นทางการ ในเรื่องคลังออมสิน

 

และเมื่อเข้าสู่ปี พ.ศ. ๒๓๕๓ ได้มีนักบวช ท่านหนึ่งชื่อ บาทหลวงเฮนรี่ คันแดน (Rev.Henry Duncan) เป็นผู้ดำเนินการสานต่อแนวความคิดของท่านเศรษฐีอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งเป็นคลังออมสินขึ้นในโรงสวด ผลประกอบการดังกล่าว งอกเงยก่อประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอันมาก ทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนาระบบเงินขึ้นด้วย รัฐบาลอังกฤษเล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้ทำการรับรองฐานะ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๓๖๐ จึงได้มีการประกาศเป็นกฎหมายว่าด้วยคลังออมสินอย่างเป็นทางการ อังกฤษจึงนับเป็นประเทศแรกที่ให้กำเนิดแนวคิดและการจัดการด้านการออมทรัพย์ขึ้น

 

ขณะที่ระบบการออมทรัพย์ในประเทศอังกฤษพัฒนา จนรุ่งเรืองและทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในประเทศสยาม เวลานั้น หมู่พ่อค้าก็ยังมีการแลกเปลี่ยนเงินและกู้ยืมแบบเดิมๆ เหมือนยุคโบราณ จวบจนสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดการออมทรัพย์ขึ้น โดยความคิดนี้เกิดในขณะที่ พระองค์ยังทรงดำรงพระราช อิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๓๖ – ๒๔๔๕ เป็นเวลา ๙ ปีเต็ม ทรงเห็นแบบอย่างและวิธีการคลังออมสินของอังกฤษซึ่งอยู่ภายใต้การอำนวยการของ Edinburgh Savings Bank ซึ่งเป็นคลังออมสินที่ทันสมัยแห่งแรกของอังกฤษ ก็ทรงสนพระทัยที่จะให้มีคลังออมสิน ตั้งขึ้นในประเทศไทยบ้าง

ต้นแบบการออม ทดลองฝึกหัด และขัดเกลา

 

หลังจากทรงเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว พระองค์จึงมี พระราชประสงค์จะทรงฝึกหัดพวกมหาดเล็กเด็กชาให้รู้จักเก็บออม เงินไว้แต่เมื่อยังเป็นเด็ก ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๕๐ พระองค์จึงทรงจัดเตรียมสำนักงานคลัง ออมสินขึ้น ณ วังที่ประทับของพระองค์ คือพระตำหนัก สวนจิตรลดา (พระตำหนักหลังเหนือซึ่งรวมอยู่ใน บริเวณสวนปารุสกวัน) พร้อมด้วยสมุดบัญชี เอกสาร และตู้เซฟ เมื่อได้ทรงเตรียมการไว้เรียบร้อย วันหนึ่ง พระองค์จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กเด็กชาของพระองค์ขึ้นเฝ้าพร้อมกัน ณ มุขพระตำหนักชั้นบนแล้วก็ทรงประกาศ ตั้งแบงค์ พร้อมกับทรงชี้แจงรายละเอียดถึงวิธีการฝากเงิน และการถอนเงิน ตลอดจนระเบียบแบบแผนข้อบังคับต่างๆ ของแบงค์ให้เข้าใจโดยทั่วกันและทรงพระราชทานนามแบงค์นั้นว่า "ลีฟอเทีย"

 

history01-02.jpg

 

สำหรับมูลเหตุอันเป็นที่มาของชื่อ "ลีฟอเทีย" นั้น นำมาจากชื่อย่อของผู้เป็นกรรมการ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน ๓ ท่าน อันได้แก่

 

ลี แปลว่า ใหญ่ ได้แก่ รัชกาลที่ ๖ ขณะทรงดำรงอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งเป็นประธานกรรมการหรือ เจ้าของแบงค์

ฟอ ได้แก่ เฟื้อ ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา – พลเอกเจ้าพระยารามราฆพ เป็นกรรมการผู้จัดการ

เทีย ได้แก่ เทียบ เทียบ อัศวรักษ์ – พระยาคธาธรบดี เป็นกรรมการ การดำเนินกิจการของแบงค์ในระยะเริ่มต้น มีเจ้าหน้าที่เสมียน ๑ คน คอยดูแลบัญชีเอกสาร

 

history01-02-(1).jpg

 

จึงนับได้ว่าในยุคบุกเบิกของแบงค์จำลอง เริ่มจากการที่มีเจ้าของ แบงค์กรรมการ และพนักงาน รวมทั้งหมด ๔ ท่าน สมัยนั้นมหาดเล็กเด็กชาที่ได้เงินเดือนกันคนละ ๕ บาท บ้าง ๑๐ บาทบ้าง ปกติก็ไม่มีเรื่องจำเป็นจะต้องใช้จ่ายอะไรมากนัก เพราะทุกอย่างได้พระราชทานให้พร้อมสรรพแล้ว เว้นแต่จะซื้อของเล่น เพื่อเป็นที่บันเทิงใจบ้างเท่านั้น ดังนั้นเด็กบางคนจึงคิดดีใจว่าฝากแบงค์ไว้ก็ดี เพราะไม่ต้องเก็บเงินไว้เองซึ่งอาจจะสูญหายได้

 

นอกจากจะปลอดภัยไม่หายแล้วยังได้ดอกเบี้ยเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย แต่เด็กบางคนก็คิดว่าเป็นความลำบาก เพราะเมื่อจะเบิกเงิน ไปใช้ พระองค์จะต้องทรงสั่งจ่าย หากจะทรงสอบถามเหตุผล ถ้าทรงทราบว่าเบิกเงินไปซื้อของเล่นหรือใช้ไปในทางที่ไม่สมควร อาจจะถูกกริ้ว จึงรู้สึกไม่สะดวกใจ แต่บางคนที่มีปัญญาดีความคิดสูงก็บอกว่าดีเพราะพระองค์รับสั่งถึงวิธีที่โอ เวอร์ดรอว์ได้ เช่น เงินเดือน ๕ บาท จะเบิกได้สัก ๗ หรือ ๘ บาท เป็นการเพิ่มเงินเดือนไปในตัว

 

แต่ในเบื้องต้นแทบทุกคนก็ไม่เข้าใจว่า พระองค์ทรงเล่นแบงค์ไปทำไม ให้เป็นงานเป็นการขึ้นเปล่าๆ เป็นการเสียเวลา พวกเขาก็ต้องมีสมุดเช็ค ต้องมีเสมียนคอยทำบัญชีพระองค์ก็ต้องทรงเซ็นต์สั่งจ่ายเงิน และตรวจบัญชีให้ยุ่งยากไปด้วย

 

่จากจุดเริ่มต้นนี้เอง ที่พระองค์ทรงใช้ศึกษาและสำรวจนิสัยของคนไทยในการออมทรัพย์เป็นเบื้องแรก จนต่อมาเมื่อทรงตั้งคลังออมสินขึ้น จึงทรงเข้าอกเข้าใจในราษฎรของพระองค์อย่างยิ่ง ทรงทราบดีว่าควรจะใช้กุศโลบายใดอันจะจูงใจคนไทยให้มองเห็นความสำคัญของการเก็บออม